รับปรึกษากฎหมายและอรรถคดี รับว่าความทั่วราชอาณาจักร ติดต่อ Line ID : T.G.GROUP รับว่าความคดีแพ่งและคดีอาญา ทั่วราชอาณาจักร คดีเงินกู้ ค้ำประกัน จองนอง ขายฝาก เช่าทรัพย์ เช่าซื้อฯADS

ความเป็นมาของกฎหมายไทยตอนที่ 3

S.P. Law Office | 03:35 | 0 ความคิดเห็น

สวัสดีครับผมทนายความเศรษฐพิชญฤ์ พบกันในบทความที่ห้านะครับ
   ทักทายทุกๆท่านที่แวะมาเยี่ยมชมบล็อกนะครับ ผมกันวันนี้ 30 เม.ย.2553 ซึ่งวันนี้เป็นวัน “คุ้มครองผู้บริโภค” คงจะได้กล่าวต่อไปนะครับเรื่องกฎหมายผู้บริโภคครับ ช่วงนี้อากาศก็ร้อน รถก็ติด แถมเรื่องการเมืองยังหาข้อยุติไม่ได้ ม็อบก็ไม่รู้ว่าสีไหนเป็นสีไหน ยังไงก็ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ(เหมือนน้ำต้มไก่)อย่าร้อนตามอากาศนะครับ เอาละครับทักทายกันพอหอมปากหอมคอมาว่าในเรื่องของเราเลยละกันครับ ครั้งที่แล้วเราพูดกันถึงเรื่องความเป็นมาของกฎหมายในตอนที่ 2 คราวนี้มาว่ากันต่อเรื่องเปลี่ยนแปลงปฏิรูปกฎหมาย การก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย ซึ่งเรื่องประวัติกฎหมายไทยไม่น่าจะเกินอีกสองบทความนะครับเพราะผมจะเน้นหนักเรื่องกฎหมายปัจจุบันมากกว่านะครับ

การปฏิรูปกฎหมายในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
    การปกครองในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีรูปแบบเหมือนกรุงศรีอยุธยา คือ ระบบจตุสดมภ์ และมีประเทศราช และหัวเมืองชั้นนอกที่มีอิสระในการปกครองตนเอง ซึ่งอำนาจส่วนกลางแผ่ไปไม่ถึงแสดงให้เห็นว่าความเป็นรัฐประชาชาติ(National stete)ยังไม่เกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความสำคัญที่จะนำประเทศให้มีลักษณะเป็นรัฐประชาชาติมีอำนาจควบคุมและสั่งการอาณาเขตต่างๆได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดเอกภาพในการป้องกันการรุกรานจากต่างชาติ




พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ดังจะเห็นได้จากพระปณิธานที่ว่า เราตั้งใจอธิฐานว่าเราจะกระทำการจนเต็มกำลังอย่างที่สุดที่จะให้กรุงสยามเป็นประเทศอันหนึ่งซึ่งมีอิสรภาพและความเจริญ


    การเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างการแบ่งการปกครองประเทศ ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกระบบจตุสดมภ์แบบเดิม แล้วทรงสถาปนาระบบกรมขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2435 ซึ่งมาต่อเป็นกระทรวงดังเห็นได้ในปัจจุบัน ทั้งหมด 12 กรม คือ
      1.กรมมหาดไทย
      3.กรมวัง
      4.กรมท่า
      5.กรมเมือง
      6.กรมนา
      8.กรมยุติธรรม
      9.กรมยุทธนาธิการ
     10.กรมธรรมมาธิการ
     11.กรมโยธาการ และ
     12.กรมมุรชาธิการ


   ส่วนการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ได้นำรูปแบบการปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาลมาใช้แทน เช่น รวม 2 หัวเมืองเป็น 1 มณฑล และในแต่ละหัวเมืองหรือจังหวัด แบ่งการครองเป็น อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รวมเรียกว่าเทศาภิบาล และในปี พ.ศ.2440 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบสุขาภิบาลขึ้นในกรุงเทพฯ และขยายหัวเมืองออกไปหลายแห่ง

   ในเรื่องระบบการเงินการคลังของประเทศยังไม่มีระบบการคลังการเงินของประเทศยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบชัดเจนที่จะบังคับให้เจ้ากรมส่งภาษีเข้าหลวงอาจจะส่งหรือไม่ก็ได้ ดังความในพระราชหัตถเลขาถึงกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสที่ว่า

    “แต่วิบัติอันมีขึ้นแต่รัชกาลที่ 4 คือชาวต่างประเทศเอาสุราเข้ามาขายไม่ยอมเสียภาษีซึ่งเป็นเหตุให้แต่งทูตออกไปปารีสครั้งแรก ทำเงินอากรสุราซึ่งอยู่ในกระทรวงกลาโหมลดลงมากในคลังมหาสมบัติสุราหัวเมืองก็ลดบ้างแต่ไม่สู้มากนัก ภายหลังสมเด็จเจ้าพระยายกมาทำเป็นรัฐบาลก็ตัดพระคลังข้างที่หมดไปเป็นได้เท่าไหร่ส่งคลังเงินขึ้นเจ้านายก็พลอยขาดไปด้วยหมด ที่แท้เงินคลังนั้นหาได้ส่งไม่ ผลประโยชน์สุราเกิดขึ้นเท่าใดก็ตกเป็นเจ้าพระยาสุรวงศ์หมด ครั้งเมื่อนายนุชอาหารว่า กรมนาก็ยกเงิน 2,000 ซึ่งที่เคยเป็นเจ้าของพระคลังข้างที่มีในให้สมเด็จพระยาฯ”


    รัฐจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการเก็บภาษีเสียใหม่ให้มีหน่วยงานดูแลโดยเฉพาะวางกฎเกณฑ์ระเบียบที่ชัดเจน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัตน์ พร้อมกับประกาศพระราชบัญญัติหอรัษฎากรพิพัฒน์ พ.ศ.2416 เป็นการจัดตั้งกระทรวงการคลัง


ความคิดริเริ่มด้านกฎหมายและการก่ดตั้งโรงเรียนกฎหมายในประเทศ
   ในบันทึกของเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ได้กล่าวถึงต้นตอของการตั้งโรงเรียนกฎหมายว่า
   “ความคิดที่จะตั้งโรงเรียนกฎหมายนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากความคิดที่จะเลิกศาลกงสุลเพราะการมีการศาลกงสุลทำให้คนในบังคับต่างประเทศได้ใจด้วยไม่อยู่ในอำนาจศาลไทยซึ่งทำให้การงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยติดขัดไม่สะดวก เมื่อรัฐบาลจ้างมองซิเออร์ ยีโรแลง ยัคมินส์(เจ้าพระยาอภัยราชา) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทั่วไปตั้งแต่ ร.ศ.111(พ.ศ.2435) เมื่อเจ้าพระยาอภัยราชาซึ่งเป็นศาสตราจารย์ในวิชากฎหมายได้ถวายความเห็นต่อพระเจ้าอยู่หัวให้เพาะปลูกวิชานี้ เพื่อทำกฎหมายและจัดการศาลยุติธรรมให้ดีขึ้น และขณะนั้นโรงเรียนกฎหมายยังไม่มี และคนที่จะจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายยังหาไม่ได้ จึงต้องรั้งรอมาจนถึง ร.ศ.115(พ.ศ.2439) เมื่อกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและได้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ท่านก็เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น”


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
(อ่านพระราชประวัติเพิ่มเติม)

    การตั้งโรงเรียนกฎหมายในระยะแรกๆในปีพ.ศ.2440 นั้นมีลักษณะไม่เป็นทางการ ต่อมาในปี พ.ศ.2454จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นโรงเรียนหลวงสังกัดกระทรวงยุติธรรม


การปรับปรุงกฎหมายเข้าสู่ยุคใหม่
    กฎหมายไทยได้เปลี่ยนแปลงจากกฎหมายไทยเดิมมาเป็นกฎหมายสมัยใหม่ เช่น
    1.เรื่องเกี่ยวกับสภาพบุคคล โดยสังคมไทยเดิมเป็นสังคมทีมีระบบไพร่และทาส ซึ่งตามหลักกฎหมายสมัยใหม่ถือว่า เป็นความไม่เท่าเทียมกันในสถานภาพของความเป็นมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะชนชั้นปกครองทั้งหลายต่างมีไพร่และทาสในสังกัดเป็นจำนวนมาก การยกเลิกระบบไพร่และการเลิกทาสในเมืองไทยดำเนินไปด้วยดี พระบรมราโชบายของพระองค์มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยเลิกทาสสินไถ่ก่อน ต่อมาในปี พ.ศ.2417 ได้มีประกาศให้เจ้าของทาสจดทะเบียนแยกประเภทของทาสไว้และประกาศพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไทขึ้น โดยกำหนดให้ลูกทาสทุกคนที่เกิดในปี พ.ศ.2411 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ให้มีค่าตัวเต็มเมื่ออายุ 8 ปีและเกษียณอายุเป็นไทแก่ตัวเมื่ออายุได้ 21 ปีและห้ามลูกทาสที่เป็นไทขายตัวลงเป็นทาสอีก ขณะเดียวกันก็มีการผ่อนอันให้ลดเวลารับราชการของไพร่ลงมีการกำหนดเกษียณอายุที่ 60 ปี และทาสค่อยๆเปลี่ยนแปลงตามลำดับจนกระทั่งในปีร.ศ.124 (พ.ศ.2448)ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติทาสเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2448 บังคับให้นายเงินต้องปล่อยลูกทาสของตนทุกคนเป็นอิสระ ส่วนทาสที่มีค่าตัวให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาทตั้งแต่ พ.ศ.2448 จนกว่าจะหมด

      2.เรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สังคมไทยเดิมไม่มีความสำคัญเท่ากับแรงงานเพราะในสมัยก่อนที่ดินมีมากมาย แต่คนมีน้อยจึงต้องการแรงงานมาทำที่ดินให้เกิดประโยชน์และความคิดที่ว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของพระมหากษัตริย์ ราษฎรเป็นเพียงผู้อาศัยที่ดินของพระมหากษัตริย์ โดยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การจ้างสิทธิในที่ดินเป็นเรื่องระหว่างราษฎรด้วยกันเองว่าใครครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อน ถ้าที่ดินนั้นได้มีการทำประโยชน์แล้วคือเป็นนาหรือสวน ราษฎรสามารถซื้อขายกันได้ แต่ห้ามราษฎรซื้อขายที่ดินรกร้างว่างเปล่า(ที่สาธารณประโยชน์ปัจจุบัน)และถ้าผู้ปกครองบ้านเมืองจะใช้ประโยชน์ในที่ดินแห่งใดก็สามารถเรียกคืนได้  ภายหลังสนธิสัญญาเบาริ่(พ.ศ.2438) ได้มีการเปิดประเทศมากขึ้น กับสินค้าส่งออกคือ ข้าว อัตราการส่งออกข้าวเพิ่มมากขึ้นทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น ปัญหากรณีที่ดินพิพาทที่ดินตามมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการถือครองที่ดิน โดยกระทรวงเกษตราธิราช ดำเนินการออกโฉนดที่ดินบริเวณกรุงเก่าเป็นแห่งแรกเมื่อ พ.ศ.2444

     3.เรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาคดีและลงโทษผู้กระทำความผิด กฎหมายไทยเดิมการพิจารณาคดีใช้วิธีทรมานร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ เรียกว่าจารีตนครบาลเพราะมีความเชื่อว่าผู้ถูกจับตัวมาคือผู้กระทำผิด แต่เป็นผู้ร้ายปากแข็ง ไม่ยอมรับสารภาพจึงต้องทรมานให้รับ อีกทั้งการพิจารณาคดี ขาดหลักประกันในเรื่องความยุติธรรม

     การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการยกร่างประมวลกฎหมายสมัยใหม่ ที่ต้องปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบคือยกร่างประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามแบบกฎหมายสมัยใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯจึงทรงโปรดเกล้าฯให้ออกพระราชบัญญญัติลักษณะพยาน ร.ศ.113(พ.ศ.2437) และต่อมาได้ประกาศ พระราชบัญญัติยกเลิกวิธีพิจารณาโจรผู้ร้าย ตามจารีตนครบาล ร.ศ.115(พ.ศ.2439)โดยให้ใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความมีโทษสำหรับใช้ไปพลางก่อน ร.ศ.115 ขณะเกี่ยวกับก็ประกาศใช้พระราชบัญญัติกระบวนพิจารณาความแพ่งในปีเดียวกัน

     4.เรื่องเกี่ยวกับการปกครอง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จสวรรคต พระเจ้าลูกย่าเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ยังทรงพระเยาว์ ในเวลานั้นสมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เข้ามาบริหารประเทศในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พ.ศ.2411-2416 ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ อำนาจอยู่ในมือขุนนางเป็นส่วนใหญ่
   
    ครับสำหรับบทความที่ห้าวันนี้คงหวังว่าทุกท่านที่ผ่านเข้ามาคงได้อะไรดีไปบ้างนะครับ ป.ล. สุดท้ายขอฝากนะครับ วันนี้เป็นคุ้มครองผู้บริโภคยังไงก็ขอให้ผู้ให้บริโภคเคารพสิทธิผู้บริโภคด้วยนะครับ  พบกันใหม่พรุ่งนี้วันแรงงานและจะได้ว่ากันต่อไปในเรื่องของกฎหมายแรงงาน


                                                                      ทนายความเศรษฐพิชญฤ์
                                                                        ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓

ความเป็นมากฎหมายตอนที่ 2                                                               ความเป็นมาของกฎหมายตอนจบ





Category:

S.P.LAW OFFICE รับปรึกษากฎหมาย รับว่าความทั่วราชอาณาจักร:
S.P.LAW OFFICE โดยทนายความเศรษฐพิชญฤ์ สีหามาตย์ รับปรึกษากฎหมาย และอรรถคดี รับว่าความทั่วราชอาณาจักร คดีแพ่ง คดีอาญา คดีมรดก ที่ดิน ค้ำประกัน จำนอง เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ขายฝาก แรงงาน ลิขสิทธิ คดียาเสพติด คดีฟ้องหย่า เช็ค แชร์ ฉ้อโกง รับรองบุตร จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ทำวีซ่า ของใบอนุญาทำงาน ฯลฯ ติดต่อ โทร (+66) 094-684-8668 อีเมล์ Lawyer_gorge@hotmail.com Line id: t.g.group

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าระบบ google ก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อแสดงตัวตน และกรุณาใช้คำสุภาพทางทีมงานจะตอบกลับให้เร็วที่สุด

You can replace this text by going to "Layout" and then "Page Elements" section. Edit " About "

Free Backlinks
Free BacklinksFree Auto Backlink Exchange Service
free Backlink Submit ExpressSubmit Express - SEO Services
AllNewsSite Link Exchange

รับข้อมูลข่าวสาร

Enter your email address:

Delivered by FeedBurner

.

จองรถัวร์ทั่วไทย สะดวก ไม่ต้องนั่งรอ เลือกที่นั่งได้เลย